พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Letter of Agreement) จัดทำหลักสูตร Master's Double Degree Program (International Program) ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย และวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 บัณฑิตวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. พญ. พัชรีย์ เลิศกฤทธิ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนดล ปริตรานันท์ รองคณบดีฝ่ายแผนและการคลัง อ.ดร. นภดล วณิชวรนันท์ รองคณบดีฝ่ายบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล และ Dr. Aung Win Tun ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ บัณฑิตวิทยาลัย เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Letter of Agreement) จัดทำหลักสูตร Master's Double Degree Program (International Program) ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย และวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ Innogineer Studio อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อเปิดหลักสูตรแบบ 2 ปริญญา ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์ ดร. พญ. พัชรีย์ เลิศฤทธิ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดร.ดวงพร อาภาศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการจัดการ เป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ และ ดร.สุเทพ นิ่มสาย อาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วนิดา คูอมรพัฒนะ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความร่วมมือฯ ในพิธีว่า หลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษานี้นักศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษา รวมทั้งได้รับความรู้แบบบูรณาการที่เรียกว่ามาเรียนครั้งเดียวได้ทั้งสองสาขาวิชา ซึ่งปัจจุบันการเรียนในรูปแบบนี้ นอกจากจะเป็นการเรียนในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นทิศทางที่สามารถสนับสนุนการผลิตทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ สามารถที่จะนำเอาศาสตร์ต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานต่อไปในอนาคต เพราะนักศึกษาจะมีความรู้ทั้งทางด้านวิศวกรรม นวัตกรรม บวกความรู้ในด้านบริหารจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะนำพาให้ผู้เรียนเห็นแนวทางใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และบัณฑิตวิทยาลัยจะร่วมผลักดันและเผยแพร่หลักสูตรนี้ไปในระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรนี้จะจัดเป็นหลักสูตรระดับแนวหน้าของประเทศไทยในอนาคต